เร่งเติมเขื่อนป่าสักฯ ผลักดันน้ำเค็ม กทม.

เร่งเติมเขื่อนป่าสักฯ ผลักดันน้ำเค็ม กทม.

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เผยถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ใกล้ถึงจุดวิกฤติ แม้การใช้น้ำในช่วงระหว่าง พ.ย.58-เม.ย.59 จะค่อนข้างเป็นไปตามแผน แต่มีชาวนาบางส่วนยังคงทำนาปรัง ทำให้น้ำต้นทุน 2,500 ล้าน ลบ.ม. ที่ต้องสำรองเก็บไว้ใช้สำหรับทำนาปีในต้นฤดูฝนช่วง พ.ค.-ก.ค. มีแนวโน้มอาจจะต้องถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้น หากยังไม่มีฝนตกลงมาช่วย น้ำในเขื่อนหลักก็อาจไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

ขณะเดียวกันในช่วงเวลาตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. จำเป็นต้องใช้น้ำต้นทุนเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ในการผลิตน้ำประปาของกรุงเทพฯ ให้เพียงพอวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำกร่อยที่จะตามมา เพราะ ฉะนั้น กรมฝนหลวงฯจึงต้องเตรียมความพร้อมทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มีน้ำประปาอุปโภคบริโภค“แม้จะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์รวมวันละ 15 ล้าน ลบ.ม. เพื่อผลักดันน้ำเค็ม และใช้ในการเกษตร แต่กว่าน้ำจะเดินทางมาต้องใช้เวลานานเพราะค่อนข้างห่างกรุงเทพฯ จึงจำเป็นต้องเติมน้ำเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ใกล้กับกรุงเทพฯมากกว่า และเมื่อมกราคมที่ผ่านมา กรมฝนหลวงได้ออกปฏิบัติการเติมน้ำให้กับเขื่อนป่าสักฯไปแล้วกว่า 11 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ขณะนี้มีน้ำในเขื่อนแล้วประมาณกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 900 ล้าน ลบ.ม.”

อย่างไรก็ดี ขณะนี้สภาพอากาศยังไม่เอื้อต่อการทำฝนเทียม แต่คาดว่าหลังจากวันที่ 15 ก.พ.นี้ สภาพอากาศจะกลับมาเอื้อต่อการทำฝนหลวงอีกครั้ง เพราะ ฉะนั้น กรมจึงได้ตั้งชุดปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วขึ้น 4 ชุด เพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้ทันที หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยในช่วงนี้กรมฝนหลวงจะพุ่งเป้าไปที่การเติมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นหลัก.

 ไทยรัฐ 9 ก.พ. 59